จำนวนผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday21
mod_vvisit_counterYesterday37
mod_vvisit_counterThis week115
mod_vvisit_counterLast week246
mod_vvisit_counterThis month764
mod_vvisit_counterLast month955
mod_vvisit_counterAll days92925

We have: 2 guests online
Your IP: 54.227.48.147
 , 
Today: ก.พ. 21, 2018

ส่วนผู้ดูแลเว็บไซด์

## ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียนปัณณวิชญ์ ด้วยความยินดียิ่ง

readthailand.jpg

ประชาสัมพันธ์

  • การเผยแพร่งานวิจัย

    รายงานการวิจัย                    เรื่อง   การพัฒนาทักษะพื้นฐานภาษาไทยโดยใช้ชุดแบบฝึกสำหรับเด็กปฐมวัย

                                                   ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/6 โรงเรียนปัณณวิชญ์

    ที่ปรึกษางานวิจัย                นางฉันทนา             เปียทอง       ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                        นายณรงค์ยศ          เปียทอง       รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                ดร.ณรงค์                ลาภเกิน      ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ    

    ชื่อผู้วิจัย                                   นางสาวกองสินธ์    ชมชน

    ปีที่ทำการวิจัย                         2558

    บทคัดย่อ

                             การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพื่อเปรียบเทียบผลก่อน  -  หลังการใช้ชุดแบบฝึกทักษะพื้นฐานทางภาษาไทย เพื่อแบบฝึกทักษะพื้นฐานภาษาไทยโดยใช้ชุดแบบฝึกสำหรับเด็กปฐมวัยของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/6  โรงเรียนปัณณวิชญ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครสรีอยุธยา เขต 2 ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                    กลุ่มตัวอย่างได้มาจากประชากรชั้นอนุบาล  1/6  ทั้งชั้นรวม  29   คน

    เป็นการสุ่มแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน  นวัตกรรมได้แก่       ชุดแบบฝึกทักษะพื้นฐานภาษาไทยซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ  3 ท่าน   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่    ค่าเฉลี่ย   ()         ค่าร้อยละ   (%)  และค่า  

    ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)

                                    การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน  (Pre - test)  แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้     จากนั้นดำเนินการโดยใช้     ชุดแบบฝึกทักษะพื้นฐานทางภาษาไทยฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา    20   สัปดาห์     มีการทดสอบระหว่างฝึก  2  สัปดาห์ / ครั้ง   แล้วนำผลการสอบมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย  สัปดาห์สุดท้ายจัดให้มีการทดสอบหลังเรียน  (Post – test)  เพื่อนำไปเปรียบเทียบความก้าวหน้ากับผลการสอบก่อนเรียน

                    ผลการวิจัยพบว่า

                       1.   คุณภาพของเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่   ชุดแบบฝึกทักษะพื้นฐานภาษาไทย

    ปรากฏว่าค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ (E1) มีค่าเท่ากับ   84.31  ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ

    (E1 = 80)  และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) มีค่าเท่ากับ   9.37  ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E2 = 80)

                      2   ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ( Pre-test และ Post-test)  ปรากฏว่าผลการสอบหลังเรียนได้ค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน  โดยมีการพัฒนาขึ้นในระดับ  พอใช้

                      3   ผลการพัฒนาระหว่างเรียน  โดยมีผลจากการทดสอบจำนวน 10 ครั้ง  ปรากฏว่า ผลการทดสอบมีการพัฒนาสูงขึ้นตามลำดับและผลการทดสอบ 10 ครั้งมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ    ดี

                      4.   ผลการหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย   C.V.  ปรากฏว่า ประสิทธิภาพการสอนอยู่

    ในระดับ   ดีเยี่ยม  โดยมีค่าสัมประสิทธิการกระจาย เท่ากับ    4.95 

    รายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนากล้ามเนื้อเล็กโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
                                       ของนักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล   
    ที่ปรึกษางานวิจัย        นางฉันทนา            เปียทอง   ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์
                                            นายณรงค์ยศ          เปียทอง   รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์
                                        ดร. ณรงค์              ลาภเกิน   ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญงานวิจัย
    ชื่อวิจัย                        นางสาววัลลภา   เชียร์ประเสริฐ
    ปีที่ทำการวิจัย             ปีการศึกษา 255
    7

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อเล็กโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ก่อนเรียนและหลังเรียน     จากการใช้ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์     และเพื่อให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อเล็ก
    แข็งแรง  ของนักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล   โรงเรียนปัณณวิชญ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2     ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนปัณณวิชญ์
                               กลุ่มตัวอย่างได้มาจากประชากรชั้นเตรียมอนุบาล    ทั้งชั้นรวม  
    32   คน
    เป็นการสุ่มแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน –หลังเรียนนวัตกรรม

    ได้แก่   ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์         ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดย
    ผู้เชี่ยวชาญ  3  ท่าน   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย
    ()ค่าร้อยละ (%)ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
    (S.D)และค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม  (E1 /  E2 = 80/80)การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน
    (Pre - test)แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้   จากนั้นดำเนินการโดยใช้  ชุดกิจกรรมเสริม  ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10
    สัปดาห์   มีการทดสอบระหว่างฝึก 2  สัปดาห์ / ครั้ง   แล้วนำผลการสอบมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย     สัปดาห์
    สุดท้ายจัดให้มีการทดสอบหลังเรียน
    (Post - test)   เพื่อนำไปเปรียบเทียบความก้าวหน้ากับผลการสอบก่อน
    เรียน
    ผลการวิจัยพบว่า
                             1.  ความรู้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน โดยผลการทดสอบก่อน
    เรียนได้คะแนนระดับ ดี คิดเป็นค่าเฉลี่ย
    () = 3.44หรือร้อยละ  68.80  ส่วนผลการทดสอบหลังเรียนได้
    คะแนนระดับ  ดีมาก      คิดเป็นค่าเฉลี่ย
    ()= 4.75    หรือร้อยละ95.00  มีค่าวามก้าวหน้า  เฉลี่ย()= 4.09  หรือร้อยละ81.88

    2.   ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาระหว่างการใช้นวัตกรรม   พบว่ามีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ
    โดยมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระหว่างเรียน 10  ครั้ง  มีค่าเฉลี่ย
    ()   = 8.04หรือร้อยละ80.40 ซึ่งอยู่ใน
    ระดับดี
                               3.    ประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ ( E1 ) มีค่าเท่ากับ 80.31  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่
    กำหนดไว้ (E1 =80)  และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ (E2 )  มีค่าเท่ากับ 81.88  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้(E1=80) 

                  4.   ผลการหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย C.V.ปรากฏว่าประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดีโดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกระจายเท่ากับ  12.89

    รายงานการวิจัย           การใช้ชุดแบบฝึกศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาสมาธิในการทำกิจกรรม สำหรับนักเรียน

    ชั้นอนุบาลปีที่ 1

    ที่ปรึกษางานวิจัย                    นางฉันทนา   เปียทอง    ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                 นายณรงค์ยศ  เปียทอง    รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                 ดร.ณรงค์  ลาภเกิน       ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ

    ชื่อผู้วิจัย                   นางสาวพิศกมล  ศรีโยธา

    ปีที่ทำการวิจัย             2558

    บทคัดย่อ

       การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) สร้างนวัตกรรมนำไปพัฒนาผู้เรียนในเรื่องการพัฒนาสมาธิในการทำกิจกรรม 2) เปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre – test , Post-test)  3) ศึกษาผลการพัฒนาระหว่างการฝึกจำนวน 10 ครั้ง 4) หาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม E1/E2  โดยกำหนดค่า 80/80 และ 5) หาค่าสัมประสิทธิการกระจาย (C.V./ประสิทธิภาพการสอน)

              ประชากรและกลุ่มตัวอย่างของการทดสอบและรวบรวมข้อมูล ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนปัณณวิชญ์ ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 193 คน เป็นประชากร และนักเรียนโรงเรียนปัณณวิชญ์ ระดับชั้นอนุบาล 1/3 จำนวน 13 คน เป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดแบบฝึกศิลปะสร้างสรรค์ จำนวน 10 ชุด แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมขณะปฏิบัติกิจกรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐาน  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสัมประสิทธิการกระจาย

    ผลการวิจัยพบว่า

    1. ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม ได้แก่ ชุดแบบฝึกศิลปะสร้างสรรค์ มีค่าประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ E1/ E2 = 80/80  โดยมีค่าประสิทธิภาพด้านกระบวนการ  E1= 83.46  และค่าประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์  E2 = 96.92
    2. ความรู้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน โดยผลการทดสอบก่อนเรียนได้คะแนนระดับ ปานกลาง คิดเป็นค่าเฉลี่ย  () =  5.89 หรือร้อยละ  58.92 ส่วนผลการทดสอบหลังเรียนได้คะแนนระดับ ดีมาก คิดเป็นค่าเฉลี่ย () = 9.69 หรือร้อยละ 96.92 มีค่าความก้าวหน้า เฉลี่ย    ()  =  7.79 หรือร้อยละ  77.92
    3. ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาระหว่างการใช้นวัตกรรม พบว่ามีการพัฒนาระดับ ดีมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระหว่างเรียน 10 ครั้ง มีค่าเฉลี่ย () =8.35 หรือร้อยละ 83.46 ซึ่งอยู่ในระดับ ดีมาก
    4. ค่าสัมประสิทธิการกระจาย (
      1. The efficacy of art activity exercises achieved 83.46 and the efficacy of result achieved 96.92.
      2. The average for post-test was higher than pre-test that means the efficiency was at a good level. The average of pre-test was 5.89or 58.92 percent, the average of post-test was 9.69 or 96.92 percent and the average of the development was 7.79or 77.92 percent.
      3. The students’ achievement after test for 10 times was higher develop, it was at an excellence level. The average was 8.35or83.46 percent.
      4. The coefficient of variation averaged at 9.94 that mean the C.V. was an excellent level.
        1. นักเรียนมีพัฒนาการด้านต่างๆที่ดีขึ้น
        2. นักเรียนสามารถสื่อสารระหว่างบ้านกับโรงเรียนได้ดีขึ้น
        3. นักเรียนมีพฤติกรรมการเล่นที่ดีขึ้น
        4. ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม ได้แก่ การส่งเสริมทักษะการคิดเพื่อพัฒนาสมองของนักเรียนชั้นอนุบาล2/4ของโรงเรียนปัณณวิชญ์ มีค่าประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ E1/ E2 = 80/80  โดยมีค่าประสิทธิภาพด้านกระบวนการ  (E1= 81.31)  และค่าประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์  (E2 = 91.61)
        5. ความรู้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน โดยผลการทดสอบก่อนเรียนได้คะแนนระดับ  ปรับปรุง คิดเป็นค่าเฉลี่ย  () =  6.78หรือร้อยละ  67.8 ส่วนผลการทดสอบหลังเรียนได้คะแนนระดับ   ดี   คิดเป็นค่าเฉลี่ย   ()   =  9.16 หรือร้อยละ  91.6  มีค่าความก้าวหน้า เฉลี่ย 

    Research Title :         The Development of Concentration While Doing Activities by

    Creative Arts Exercises for Kindergarteners level 1

    Research Advisers:     Mrs. Chantana  Piathong        The director of Pannawit School

                                 Mr. Narongyot  Piathong        The assistant director

                                 Prof. Narong  Lapkoen          The senior adviser

    Researcher:              Miss Piskamon  Sriyotha

    Session:                  Academic year 2015

             

    Abstract

    The purpose of this research were: 1) to create the innovation for development of concentration while doing activities 2) to compare the memory abilities before and after using art activity exercises for Kindergarteners level 1 – students in Pannawit School, Ayutthaya Primary Education Service Area Office 2 3) to study the result of concentration while doing activities4) to evaluate the efficiency of creative arts exercisesE1/E2 in accordance with the required criteria at 80/80 and5) to evaluate the coefficient of variation (C.V.).

    The experimental process and data collection were conducted as follows by 13 students in Kindergarten 1/3 by using pre-test and post-test and art activity exercises, which were checked the quality by 3 specialists. The statistics for analysis including basic statistics, percentage, mean, standard deviation and coefficient of variation.

    The procedure was starting with recording the pre-test after that practicing the art activity exercises for 20 weeks and practice exam was used for 2 weeks a time, compared the result for statistics. The last procedure, to test the post-test in last weeks of research, compared the progress between pre-test and post-test.

    The finding revealed that


    รายงานการวิจัย                  การส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางภาษาไทยของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม

    โดยใช้แบบฝึกลีลามือของนักเรียนชั้นอนุบาล  2/4

    ที่ปรึกษางานวิจัย                นางฉันทนา   เปียทอง   ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์ยศ  เปียทอง  รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    ดร.ณรงค์  ลาภเกิน        ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ

    ชื่อผู้วิจัย                           น้ำเพชร   คำตะ

    ปีที่ทำการวิจัย                      2558

    บทคัดย่อ

                     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1.)  เพื่อสร้างนวัตกรรมนำไปพัฒนาผู้เรียนในเรื่องการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางภาษาไทยของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกแบบลีลามือ

    2.) เพื่อเปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre-test,Post-test)        3.) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาระหว่างการฝึกจำนวน 10 ครั้ง  4.) เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม E1/E2 = 80/80

    5.) เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของการสอน C.V.    นวัตกรรมการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางภาษาไทยของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกลีลามือของนักเรียนชั้นอนุบาล  2/4

    โรงเรียนปัณณวิชญ์ อำเภอบางปะอิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2  ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ของโรงเรียนปัณณวิชญ์

                     กลุ่มตัวอย่างได้มาจากประชากรชั้นอนุบาล2/4ทั้งชั้น รวม31 คนเป็นการส่มแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน  นวัตกรรมได้แก่  ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าว ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ  3 ท่าน โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม E1/E2  เท่ากับ 80/80  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ เพื่อสร้างนวัตกรรมการการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางภาษาไทยของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกลีลามือของนักเรียนชั้นอนุบาล  2/4

    ค่าเฉลี่ย   ()   ค่าร้อยละ (%) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)

                     การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน  (Pre - test)  แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้ จากนั้นได้ดำเนินการโดยใช้ แบบฝึกลีลามือการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางภาษาไทยของนักเรียนชั้นอนุบาล  2/4

    ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10  สัปดาห์   มีการทดสอบระหว่างฝึก   3 สัปดาห์ / ครั้ง   แล้วนำผลการสอบ           มาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย  สัปดาห์สุดท้ายจัดให้มีการทดสอบหลังเรียน  (Post –test)  เพื่อนำไปเปรียบเทียบความก้าวหน้ากับผลการสอบก่อนเรียน

                    ผลการวิจัยพบว่า

    ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม ได้แก่การส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางภาษาไทยของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกลีลามือของนักเรียนชั้นอนุบาล  2/4

                                    1. เพื่อสร้างนวัตกรรมนำไปพัฒนาผู้เรียนในเรื่อง  การส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางภาษาไทยของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกลีลามือ

    2. โรงเรียนปัณณวิชญ์ มีค่าประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ E1/ E2 = 80/80  โดยมีค่า

    ประสิทธิภาพด้านกระบวนการ  (E1= 82.54)  และค่าประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์  (E2 = 91.29)

                           3.ความรู้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน โดยผลการทดสอบก่อนเรียนได้คะแนนระดับ  ปรับปรุง คิดเป็นค่าเฉลี่ย  () =  6.80หรือร้อยละ  6.80 ส่วนผลการทดสอบหลังเรียนได้คะแนนระดับ   ดี   คิดเป็นค่าเฉลี่ย   ()   =  9.12 หรือร้อยละ  91.2  มีค่าความก้าวหน้า เฉลี่ย 

     ()  =  7.98   หรือร้อยละ 79.8

                                    4.ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาระหว่างการใช้นวัตกรรมพบว่ามีการพัฒนาระดับดีถึงดีมาก                      โดยมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระหว่างเรียน 10  ครั้ง  มีค่าเฉลี่ย  ()   =  8.254

    หรือร้อยละ 82.54ซึ่งอยู่ในระดับ  ดี

                                    5.   ค่าสัมประสิทธิการกระจาย  (C.V.)  หรือค่าประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดีเยี่ยม


    ชื่องานวิจัย                           การพัฒนาพฤติกรรมทางบวก สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้       

                                             กระบวนการสารนิทัศน์  

    ชื่อผู้วิจัย                                นางสาวศุภกร ทูรมาลย์

    ที่ปรึกษา                                นางฉันทนา  เปียทอง   (กศ.ม. การบริหารการศึกษา)

                                         นายณรงค์ยศ  เปียทอง (กศ.ม. การบริหารการศึกษา)

                                         ดร.ณรงค์  ลาภเกิน     (กศ.ม. การบริหารการศึกษา)

                                               (กศ.ด. กิตติมศักดิ์ การบริหารการศึกษา)

    ปีที่ทำการวิจัย                      ปีการศึกษา 2558

    บทคัดย่อ

                   การจัดทำรายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนาพฤติกรรมทางบวก สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยใช้   กระบวนการ สารนิทัศน์  มีวัตถุประสงค์ ดังนี้  1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของเด็กในการอยู่ร่วมกับเพื่อนในห้องเรียน 2)  เพื่อศึกษาการพัฒนาวินัยเชิงบวกของเด็ก  3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมของเด็กก่อดำเนินการและหลังดำเนินการ  4) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้ปกครองกับการพัฒนาวินัยเชิงบวกด้วยกระบวนการสารนิทัศน์

                        เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลสารนิทัศน์  (Documentation)

    2)  แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครอง  สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ

                  ผลการวิจัยพบว่า

    พฤติกรรมการเล่นกับเพื่อน

    1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก เพิ่มขึ้น............28........คะแนน หรือร้อยละ.....96.55.....

                                2) คะแนนพฤติกรรมทางบวก ลดลง...............-..........คะแนน หรือร้อยละ...............-..

                                3) คะแนนพฤติกรรมทางลบ  เพิ่มขึ้น...............-........คะแนน หรือร้อยละ.............-.....

                                4) คะแนนพฤติกรรมทางลบ  ลดลง..........1............. คะแนน หรือร้อยละ.......3.45….

    พฤติกรรมการช่วยเหลือตนเอง

    1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (เก่ง ที่ทำได้).......27.....คะแนน หรือร้อยละ......93.10.......

                                2) คะแนนพฤติกรรมทางลบ  (ต้องช่วยเหลือ).....2.....คะแนน หรือร้อยละ........6.90........

    พฤติกรรมการพูดการสื่อสาร

                             1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (พูดเก่ง) .......8.....คะแนน หรือร้อยละ......27.59.......

                                  2) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (พูดปกติ) .....20.....คะแนน หรือร้อยละ......68.96....

                                3) คะแนนพฤติกรรมทางลบ (ไม่ค่อยพูด) ....1.....คะแนน หรือร้อยละ......3.45...

    พฤติกรรมความสนใจในการทำงาน

    1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (สนใจมาก).......14......คะแนน หรือร้อยละ...48.28.......

                                2) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (สนใจปกติ).......14.....คะแนน หรือร้อยละ...48.28.......

                                3) คะแนนพฤติกรรมทางลบ   (สนใจน้อย).........1.......คะแนน หรือร้อยละ....3.44....

    พฤติกรรมทางบวก มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

                               1)บอกความต้องการเมื่อจะขับถ่ายได้

                            2)เล่นและทำกิจกรรมด้วยความระมัดระวัง

                            3)เล่นและทำกิจกรรมกับเพื่อนๆได้

    พฤติกรรมทางลบ มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

                                  1)ไม่มั่นใจในตัวเองและไม่กล้าแสดงออก

                                2)ไม่เอาใจใส่ในกิจกรรม

                                3)ทำงานไม่เรียบร้อย

    พฤติกรรมที่พัฒนาดีขึ้น มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

                                  1)การแต่งกายได้ด้วยตนเอง

                                2)ปูที่นอนด้วยตนเอง

                                3)ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันได้

    พฤติกรรมที่พัฒนาดีขึ้น มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

    ความพึงพอใจของผู้ปกครอง  ผู้ปกครองพึงพอใจระดับ มากที่สุด ค่าเฉลี่ย  93.60

    รายงานการวิจัย                  การวิจัยเรื่องการใช้นวัตกรรมแผนภูมิของเวนน์ (Venn  Diagram) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์และความมีเหตุผล  สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2

    ที่ปรึกษางานวิจัย                นางฉันทนา          เปียทอง                 ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์ยศ        เปียทอง                 รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์             ลาภเกิน                 ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญงานวิจัย

    ชื่อผู้วิจัย                                นางจุฑารัตน์        ธาราจันทร์

    ปีที่ทำการวิจัย                      ปีการศึกษา  2558

    บทคัดย่อ

                    การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์   1)  เพื่อสร้างนวัตกรรมนำไปพัฒนาผู้เรียนในเรื่อง  การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และความมีเหตุผล 2)  เพื่อเปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียน (pre-test) และหลังเรียน (Post-test)

    3)  เพื่อศึกษาผลการฝึกด้วยนวัตกรรมจำนวน 10 ครั้ง 4)  เพื่อศึกษาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม โดยกำหนดค่า E1/ E2 = 80/80   5)  เพื่อศึกษาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) หรือค่าประสิทธิภาพการสอน

             กลุ่มตัวอย่างได้มาจากประชากรชั้นปฐมวัยปีที่  2/1 ทั้งชั้นรวม 33 คน  เป็นการสุ่มแบบเจาะจง 

    เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย  แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน  นวัตกรรม ได้แก่  ชุดการสอนเรื่องเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์และความมีเหตุผลของเด็กก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมแผนภูมของเวนน์ (Venn Diagram)ในเด็กชั้นอนุบาล 2/1 ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ  3  ท่าน  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ()  ค่าร้อยละ  (%) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.)   และค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม (E1 /  E2=  80/80)  และค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย     (C.V.)  การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน(Pre-test)  แล้วบันทึกคะแนนไว้  จากนั้นดำเนินการใช้สื่อแผนภูมของเวนน์ (Venn Diagram) ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา  10  สัปดาห์  มีการทดสอบระหว่างฝึก  1  สัปดาห์ / ครั้ง  แล้วนำผลการสอบมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย  สัปดาห์สุดท้ายจัดให้มีการทดสอบหลังเรียน(Post-test)  เพื่อนำผลไปเปรียบเทียบความก้าวหน้ากับผลการสอนก่อนเรียน

    ผลการวิจัยพบว่า

                                    1.  ความรู้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน  โดยผลการทดสอบก่อนเรียนได้คะแนนระดับ  ปรับปรุง  คิดเป็นค่าเฉลี่ย  ()   = 5.87 หรือร้อยละ 58.70 ส่วนผลการทดสอบหลังเรียนได้คะแนนระดับ  ดีมาก  คิดเป็นค่าเฉลี่ย  ()   = 9.09 หรือร้อยละ  90.90  มีค่าความก้าวหน้า ค่าเฉลี่ย  ()   = 7.48  หรือร้อยละ  74.84                               

    2.  ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาระหว่างการใช้นวัตกรรม  พบว่ามีการพัฒนาขึ้นตามลำดับโดยมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระหว่างเรียน  10  ครั้ง  ค่าเฉลี่ย  ()   =7.48  หรือคิดเป็นร้อยละ 74.84 ซึ่งอยู่ในระดับ  ดี

                                    3.  ประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ(E1 ) มีค่าเท่ากับ 96.20ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์

    ที่กำหนดไว้ (E1 = 80 ) และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์(E2 )มีค่าเท่ากับ 90.92 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

    (E2= 80)

                                    4.  ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) หรือค่าประสิทธิภาพการสอนมีค่าเท่ากับ 1.14

     แสดงว่าค่าสัมประสิทธิ์การกระจายน้อยกว่า 15  (C.V. 15) ซึ่งหมายถึงมีประสิทธิภาพการสอนที่ดีเยี่ยม

    รายงานการวิจัย  เรื่อง   การพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาล  1/5 

      โรงเรียนปัณณวิชญ์  จำนวน  28  คน โดยใช้แบบฝึกทักษะ

    ผู้วิจัย                              นางสาวณภัทร์  พงษ์เกิดลาภ

    ที่ปรึกษางานวิจัย           นางฉันทนา    เปียทอง         ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                                                                  กศม.บริหารการศึกษา   กำลังศึกษา กศด. Phd. Ed

                                                ดร.ณรงค์   ลาภเกิน              ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ   กศม.บริหารการศึกษา

                                                                                                  ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ American Coast Line USA

                                                      นายณรงค์ยศ   เปียทอง     ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                                             

    ปีที่ทำการวิจัย                  2558

    บทคัดย่อ

    การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/5 

    โรงเรียนปัณณวิชญ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนปัณณวิชญ์   โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1.  เพื่อสร้างนวัตกรรมนำไปพัฒนาผู้เรียนในเรื่องทักษะทางคณิตศาสตร์   2.  เพื่อเปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre-test,Post-test)   3.  เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดฝึกในการพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์จำนวน 10 ครั้ง   4.  เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของเกมการศึกษาซึ่งกำหนดไว้  E1/E2เท่ากับ  80/80   5.  เพื่อหาค่าสัมประสิทธิการกระจาย (C.V./ประสิทธิภาพการสอน)

    กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 1/5 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบย่อย 10 ครั้ง และแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน นวัตกรรม ได้แก่ แบบฝึกทักษะ ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ย () ค่าร้อยละ(%) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)

    การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน (Pre–test) แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้ จากนั้นดำเนินการโดยใช้แบบฝึกทักษะ  ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 สัปดาห์ มีการทดสอบระหว่างฝึก แล้วนำผลมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย และสัปดาห์สุดท้ายจะมีการทดสอบหลังเรียน (Post–test) เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบกับคะแนนการทดสอบก่อนเรียน

                             ผลการวิจัยพบว่า

    1. คุณภาพของเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่การใช้แบบฝึกทักษะ ปรากฏว่าค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ (E1) มีค่าเท่ากับ 83.29 ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E1 = 80) และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)  มีค่าเท่ากับ  94.60  ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E2 = 80)

    2. ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ( Pre-test ,Post-test) ปรากฏว่าผลการทดสอบหลังเรียนได้ค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน  โดยมีการพัฒนาขึ้นในระดับ ดี  โดยมีค่าเฉลี่ย () =  9.46  หรือร้อยละ  94.60

    3. ผลการพัฒนาระหว่างเรียน โดยมีผลจากการทดสอบจำนวน 10 ครั้ง ปรากฏว่า ผลการทดสอบมีการพัฒนาสูงขึ้น  และผลการทดสอบ 10 ครั้ง    มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ ดี  โดยมีค่าเฉลี่ย () = 8.33  หรือร้อยละ 83.29

                       4. ผลการหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย C.V. ปรากฏว่า ประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับ ดี  โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย  เท่ากับ  12.81

    Name of the research: Development of the mathematic skill for 28 students

                                            in Kindergarten 1/5, Pannawit School by using exercises

    Research advisers:

                Mrs. Chantana Piathong          The director of Pannawit School

                Mr. Narongyot Piathong          The assistant director of Pannawit School

                Prof. Narong    Lapkoen          The senior adviser of Pannawit School

    Researcher:    Miss Naphat                Phongkerdlap

    Academic year:          2016  

     Abstract

                The purposes of this research were to develop the mathematic skill for students in kindergarten 1/5, Pannawit School by using exercises, Pannawit School, Ayutthaya Primary Education Service Area Office 2. Along with the educational development system of Pannawit School. The purposes were 1. To make the innovation to develop students’ mathematic skill. 2. To compare the result between the pretest scores and the posttest scores. 3. To find the result after using the exercises for 10 times. 4. To find the efficiency (E1/E2). 5. To find the coefficient of variation (C.V.)

                The experimental process and data collection were conducted as follows by 28 students in Kindergarten 1/5. First, the subjects were given a pretest of ability. After that, the tens lessons in the instruction package that verified by three advisers were used to teach for ten times. After all ten lessons had been used, the posttest, which was the same test as the pretest, was administered to measure the subjects’ achievement. The percentage average of the ten test scores was compared with that of the posttest scores in order to determine the effectiveness of the instructional package. The mean and the standard deviation of the questionnaire scores were used to assess the students’ opinions toward the scientific procedure of classification instructional package.

                The finding revealed that

                1. The students’ achievements on the instructional package were 83.29 percent on the test, while they achieved 85.70 percent on the posttest. For the pretest they got 94.60 percent. This means that the efficiency of the instructional package was at a very good level.

                2. The result of the posttest was higher than the pretest. It was at a good level. The mean was 9.46 or 94.60 percent. 

                3. The students’ achievement after using the ten lessons instructional package was significantly higher than that before using at the 83.29 percent. It was at a good level.

                4. The coefficient or the efficiency of teaching averaged at 12.81. It was at a good level.

    รายงานการวิจัย                  เรื่องการใช้สื่อการเรียนการสอนทางคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะการนับและการรู้ค่าของตัวเลข ของนักเรียนอนุบาล2/1

    ที่ปรึกษางานวิจัย                นางฉันทนา          เปียทอง                 ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์ยศ        เปียทอง                 รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์             ลาภเกิน                 ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญงานวิจัย

    ชื่อผู้วิจัย                                นางจุฑารัตน์        ธาราจันทร์

    ปีที่ทำการวิจัย                      ปีการศึกษา  2556

    บทคัดย่อ

                    การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการนับและรู้ค่าของจำนวนตัวเลขของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2/1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนปัณณวิชญ์

                    กลุ่มตัวอย่างได้มาจากประชากรชั้นปฐมวัยปีที่  2/1 ทั้งชั้นรวม 34 คน  เป็นการสุ่มแบบเจาะจง 

    เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย  แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน  นวัตกรรม ได้แก่  ชุดการสอนเรื่องการฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์ของอนุบาล2/1 ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ  3  ท่าน  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ()  ค่าร้อยละ  (%) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน  (S.D.)   และค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม (E1 /  E2=  80/80)  และค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย     (C.V.)  การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน(Pre-test)  แล้วบันทึกคะแนนไว้  จากนั้นดำเนินการใช้สื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์  ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา  10  สัปดาห์  มีการทดสอบระหว่างฝึก  1  สัปดาห์ / ครั้ง  แล้วนำผลการสอบมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย  สัปดาห์สุดท้ายจัดให้มีการทดสอบหลังเรียน(Post-test)  เพื่อนำผลไปเปรียบเทียบความก้าวหน้ากับผลการสอนก่อนเรียน

    ผลการวิจัยพบว่า

                                    1.  ความรู้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน  โดยผลการทดสอบก่อนเรียนได้คะแนนระดับ  ปรับปรุง  คิดเป็นค่าเฉลี่ย  ()   = 3.63หรือร้อยละ36.38  ส่วนผลการทดสอบหลังเรียนได้คะแนนระดับ  ดี  คิดเป็นค่าเฉลี่ย  ()   = 9.09หรือร้อยละ  90.90  มีค่าความก้าวหน้า ค่าเฉลี่ย  ()   = 7.50   หรือร้อยละ  75.00

    2.  ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาระหว่างการใช้นวัตกรรม  พบว่ามีการพัฒนาขึ้นตามลำดับโดยมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระหว่างเรียน  10  ครั้ง  ค่าเฉลี่ย  ()   =8.14  หรือคิดเป็นร้อยละ 81.44 ซึ่งอยู่ในระดับ  ดีมาก

                                    3.  ประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ(E1 ) มีค่าเท่ากับ 81.44 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์

    ที่กำหนดไว้ (E1 = 80 ) และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์(E2 )มีค่าเท่ากับ 90.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

    (E2= 80)

                                    4.  ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) หรือค่าประสิทธิภาพการสอนมีค่าเท่ากับ 8.53

     แสดงว่าค่าสัมประสิทธิ์การกระจายน้อยกว่า 15  (C.V. 15) ซึ่งหมายถึงมีประสิทธิภาพการสอนที่ดีเยี่ยม

    รายงานการวิจัย                  การใช้แบบฝึกเชาว์ปัญญาเพื่อพัฒนาสมอง

                                             ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2/4

    ที่ปรึกษางานวิจัย                นางฉันทนา   เปียทอง   ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์ยศ  เปียทอง  รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    ดร.ณรงค์  ลาภเกิน        ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ

    ชื่อผู้วิจัย                           น้ำเพชร   คำตะ

    ปีที่ทำการวิจัย                      2557

    บทคัดย่อ

                     การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างนวัตกรรมการใช้แบบฝึกเชาว์ปัญญาเพื่อพัฒนาสมอง

    ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2/4โรงเรียนปัณณวิชญ์ อำเภอบางปะอิน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2  ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ของโรงเรียนปัณณวิชญ์

                     กลุ่มตัวอย่างได้มาจากประชากรชั้นอนุบาล2/4ทั้งชั้น รวม35 คนเป็นการส่มแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน  นวัตกรรมได้แก่  ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าว ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ  3 ท่าน โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม E1/E2  เท่ากับ 80/80  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ เพื่อสร้างนวัตกรรมการส่งเสริมทักษะการคิดเพื่อพัฒนาสมองของนักเรียนชั้นอนุบาล2/4ค่าเฉลี่ย   ()   ค่าร้อยละ (%) และ

    ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)

                     การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน  (Pre - test)  แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้ จากนั้นได้ดำเนินการโดยใช้ ชุดแบบฝึกการส่งเสริมทักษะการคิดเพื่อพัฒนาสมองของนักเรียนชั้นอนุบาล  2/4

    ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10  สัปดาห์   มีการทดสอบระหว่างฝึก   3 สัปดาห์ / ครั้ง   แล้วนำผลการสอบ           มาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย  สัปดาห์สุดท้ายจัดให้มีการทดสอบหลังเรียน  (Post –test)  เพื่อนำไปเปรียบเทียบความก้าวหน้ากับผลการสอบก่อนเรียน

                    ผลการวิจัยพบว่า

     ()  =  8.79หรือร้อยละ 87.93

                                    3.  ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาระหว่างการใช้นวัตกรรม  พบว่ามีการพัฒนาระดับดีถึงดีมาก                      โดยมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระหว่างเรียน 10  ครั้ง  มีค่าเฉลี่ย  ()   =  8.13

    หรือร้อยละ 81.31 ซึ่งอยู่ในระดับ  ดี

                                    4   ค่าสัมประสิทธิการกระจาย  (C.V.)  หรือค่าประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดีเยี่ยม

    รายงานการวิจัย          เรื่องการใช้ชุดฝึกกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์  ของนักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล   
    ที่ปรึกษางานวิจัย        นางฉันทนา            เปียทอง   ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์
                                            นายณรงค์ยศ          เปียทอง   รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์
                                        ดร. ณรงค์              ลาภเกิน   ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญงานวิจัย
    ชื่อวิจัย                        นางสาววัลลภา   เชียร์ประเสริฐ
    ปีที่ทำการวิจัย             ปีการศึกษา
    2559

    บทคัดย่อ

    วิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ  1)หาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม   E1  /  E2     กำหนดค่า  80 / 80
    2) สร้างนวัตกรรมชุดฝึกกิจกรรมคณิตศาสตร์  3) เปรียบเทียบผลก่อน – หลังการใช้ชุดฝึกกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์  4) ศึกษาผลการพัฒนากล้ามเนื้อเล็กของนักเรียน
    5)  เพื่อทดสอบสมมุติฐาน  ( t-test )

                               กลุ่มตัวอย่างได้มาจากประชากรชั้นเตรียมอนุบาล    ทั้งชั้นรวม   20   คน
    เป็นการสุ่มแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน –หลังเรียนนวัตกรรม

    ได้แก่   ชุดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์         ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดย
    ผู้เชี่ยวชาญ  3  ท่าน   สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย
    ()ค่าร้อยละ (%)ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
    (S.D)และค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม  (E1 /  E2 = 80/80)การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน
    (Pre - test) แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้   จากนั้นดำเนินการโดยใช้  ชุดกิจกรรมเสริม  ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10
    สัปดาห์   มีการทดสอบระหว่างฝึก 2  สัปดาห์ / ครั้ง   แล้วนำผลการสอบมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย     สัปดาห์
    สุดท้ายจัดให้มีการทดสอบหลังเรียน
    (Post - test)   เพื่อนำไปเปรียบเทียบความก้าวหน้ากับผลการสอบก่อน
    เรียน
    ผลการวิจัยพบว่า
                   1.  ความรู้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน โดยผลการทดสอบก่อน
    เรียนได้คะแนนระดับ ดี คิดเป็นค่าเฉลี่ย
    () = 5.25  หรือร้อยละ  52.53  ส่วนผลการทดสอบหลังเรียนได้
    คะแนนระดับ  ดี      คิดเป็นค่าเฉลี่ย
    () = 9.65    หรือร้อยละ 96.50  มีค่าความก้าวหน้า  เฉลี่ย() = 7.10  หรือร้อยละ 70.87

    2.   ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาระหว่างการใช้นวัตกรรม   พบว่ามีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ
    โดยมีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระหว่างเรียน 10  ครั้ง  มีค่าเฉลี่ย
    ()   = 8.50 หรือร้อยละ 85.00 ซึ่งอยู่ใน
    ระดับดี
                    3.    ประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ ( E1 ) มีค่าเท่ากับ 85.00  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่
    กำหนดไว้ (E1 =80)  และประสิทธิภาพด้านผลลัพธ์ (E2 )  มีค่าเท่ากับ 9.65  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (E1=80) 

    4.   ผลการหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย C.V. ปรากฏว่าประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับดีโดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกระจายเท่ากับ  7.56

    รายงานการวิจัย                  การพัฒนาพฤติกรรมทางบวก สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2โดยใช้กระบวนการสารนิทัศน์

    ที่ปรึกษางานวิจัย                นางฉันทนา          เปียทอง                 ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์ยศ        เปียทอง                 รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์             ลาภเกิน                 ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญงานวิจัย

    ชื่อผู้วิจัย                                นางจุฑารัตน์        ธาราจันทร์

    ปีที่ทำการวิจัย                      ปีการศึกษา  2559

    บทคัดย่อ

                    การจัดการทำรายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนาพฤติกรรมทางบวก สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่  2โดยใช้ กระบวนการสารนิทัศน์  มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของเด็กในการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนในห้องเรียน 2) เพื่อศึกษาการพัฒนาวินัยเชิงบวกของเด็ก 3)เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมก่อนดำเนินการและหลังดำเนินการ 4) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้ปกครองกับการพัฒนาวินัยเชิงบวกด้วยกระบวนการสารนิทัศน์

    ผลการวิจัยพบว่า

    พฤติกรรมการเล่นกับเพื่อน

                  1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก เพิ่มขึ้น...........31............คะแนน หรือร้อยละ.......100.........

                  2) คะแนนพฤติกรรมทางบวก ลดลง...............-..........คะแนน หรือร้อยละ...............-........

                  3) คะแนนพฤติกรรมทางลบ  เพิ่มขึ้น...............-........คะแนน หรือร้อยละ.............-..........

                  4) คะแนนพฤติกรรมทางลบ  ลดลง.........23.............คะแนน หรือร้อยละ.....74.19..........

    พฤติกรรมการช่วยเหลือตนเอง

                  1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (เก่ง ที่ทำได้)....29.........คะแนน หรือร้อยละ...93.55......

                  2) คะแนนพฤติกรรมทางลบ  (ต้องช่วยเหลือ)...2........คะแนน หรือร้อยละ.....6.45.......

    พฤติกรรมการพูดการสื่อสาร

                  1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (พูดเก่ง) .....26.......คะแนน หรือร้อยล...83.87..........

                  2) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (พูดปกติ) .....14........คะแนน หรือร้อยละ..45.16.......

                  3) คะแนนพฤติกรรมทางลบ (ไม่ค่อยพูด) ....4.....คะแนน หรือร้อยละ...12.90........

    พฤติกรรมความสนใจในการทำงาน

                   1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (สนใจมาก).....22.......คะแนน หรือร้อยละ..70.97.........

                   2) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (สนใจปกติ)......16.......คะแนน หรือร้อยละ...51.62.......

                   3) คะแนนพฤติกรรมทางลบ   (สนใจน้อย).......4.......คะแนน หรือร้อยละ....12.90........

    พฤติกรรมทางบวก มาก มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

                   1) เล่นและทำกิจกรรมร่วมเพื่อนได้

                   2) เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นเสร็จแล้ว

                   3) ให้อภัยเมื่อเพื่อนทำผิด

    พฤติกรรมทางลบ มาก มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

                    1) เล่นแรง

                    2) พูดตะโกนเสียงดัง

                    3) ไม่เก็บการบ้านใส่กระเป๋า

    พฤติกรรที่พัฒนาดีขึ้น มาก มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

               1) เล่นและทำกิจกรรมร่วมเพื่อนได้

                      2) เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นเสร็จแล้ว

                      3) กิจวัตรประจำวัน

    พฤติกรรที่พัฒนาทางลบ มาก มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

                      1) เล่นแรง

                       2) พูดตะโกนเสียงดัง

                       3)ไม่เก็บการบ้านใส่กระเป๋า

    ความพึงพอใจของผู้ปกครอง  ผู้ปกครองพึงพอใจระดับ มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 96.95

    รายงานการวิจัย  เรื่อง   การใช้นวัตกรรมแผนภูมิของเวนน์ (Venn Diagram) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และความมีเหตุผล สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1

    ผู้วิจัย                              นางสาวสุภัทรญา   งามดี

    ที่ปรึกษางานวิจัย           นางฉันทนา    เปียทอง            ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                      นายณรงค์ยศ   เปียทอง                  ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                      ดร.ณรงค์   ลาภเกิน                         ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ

    ปีที่ทำการวิจัย                  2559

    บทคัดย่อ

    การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และความมีเหตุผลของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/1  โรงเรียนปัณณวิชญ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนปัณณวิชญ์

    กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 1/1 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบย่อย 10 ครั้ง  แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน และนวัตกรรม ได้แก่ แผนภูมิของเวนน์ (Venn Diagram)  ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ย () ค่าร้อยละ(%) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกระบายสี  โดยการหาค่าที  t – test ( Dependent Sample )

    การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน (Pre–test) แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้ จากนั้นดำเนินการโดยใช้แบบฝึกทักษะ  ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 สัปดาห์ มีการทดสอบระหว่างฝึก แล้วนำผลมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย และสัปดาห์สุดท้ายจะมีการทดสอบหลังเรียน (Post–test) เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบกับคะแนนการทดสอบก่อนเรียน

                             ผลการวิจัยพบว่า

    1. คุณภาพของเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่การใช้แผนภูมิของเวนน์ (Venn Diagram) ปรากฏว่าค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ (E1) มีค่าเท่ากับ 80.06 ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E1 = 80) และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)  มีค่าเท่ากับ  99.00  ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E2 = 80)

    2. ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ( Pre-test ,Post-test) ปรากฏว่าผลการทดสอบหลังเรียนได้ค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน  โดยมีการพัฒนาขึ้นในระดับ ดี  โดยมีค่าเฉลี่ย () =  7.45  หรือร้อยละ  74.45

    3. ผลการพัฒนาระหว่างเรียน โดยมีผลจากการทดสอบจำนวน 10 ครั้ง ปรากฏว่า ผลการทดสอบมีการพัฒนาสูงขึ้น  และผลการทดสอบ 10 ครั้ง    มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ ดี   โดยมีค่าเฉลี่ย () = 8.06  หรือร้อยละ 80.06

                       4. ผลการหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย C.V. ปรากฏว่า ประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับ ดีเยี่ยม  โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย  เท่ากับ  5.87

    รายงานการวิจัย การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ โดยใช้นิทานภาพ

    สาหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1

    ที่ปรึกษางานวิจัย นางฉันทนา เปียทอง ผู้อานวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

    นายณรงค์ยศ เปียทอง รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

    ดร.ณรงค์ ลาภเกิน ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ

    ชื่อผู้วิจัย นางสาวพิศกมล ศรีโยธา

    ปีที่ทำการวิจัย 2559

    บทคัดย่อ

    การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) สร้างนวัตกรรมนาไปพัฒนาผู้เรียนในเรื่องการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ 2) เปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre – test , Post-test) 3) ศึกษาผลการพัฒนาระหว่างการฝึกจานวน 10 ครั้ง 4) หาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม E1/E2 โดยกาหนดค่า 80/80 5) หาค่าสัมประสิทธิการกระจาย (C.V./ประสิทธิภาพการสอน) และ 6) หาค่าการเปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยสถิติ t - testประชากรและกลุ่มตัวอย่างของการทดสอบและรวบรวมข้อมูล ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนปัณณวิชญ์ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 จานวน 180 คน เป็นประชากร และนักเรียนโรงเรียนปัณณวิชญ์ ระดับชั้นอนุบาล 1/3จานวน 27 คน เป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิทานภาพ จานวน 10 เรื่อง แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมความฉลาดทางอารมณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติ

    พื้นฐาน ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิการกระจาย และ ค่า t-test

    ผลการวิจัยพบว่า

    1. ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม ได้แก่ นิทานภาพเพื่อพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ปรากฏว่า ค่า

    ประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ (E1) มีค่าเท่ากับ 83.30 และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์

    (E2) มีค่าเท่ากับ 90.15

    2. ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre-test และ Post-test) ปรากฏว่า ผลการสอบหลังเรียนได้

    ค่าเฉลี่ย (X ) = 9.01 สูงกว่าก่อนเรียน (X ) = 4.38 โดยมีการพัฒนาขึ้นในระดับ ดีเยี่ยม

    3. ผลการพัฒนาระหว่างเรียน โดยมีผลจากการทดสอบจานวน 10 ครั้ง ปรากฏว่า ผลการทดสอบมีการ

    พัฒนาสูงขึ้นตามลาดับ และผลการทดสอบ 10 ครั้งมีค่าเฉลี่ย ( X ) = 8.33 อยู่ในระดับ ดีเยี่ยม

    4. ผลการหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย C.V. ปรากฏว่า ประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับ ดีเยี่ยม โดย

    มีค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย เท่ากับ 9.46

    5. ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียน และหลังเรียน ด้วยสถิติ t-test พบว่า ผลการทดสอบหลังเรียน มี

    ค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05__

    รายงานการวิจัย                  การพัฒนาพฤติกรรมทางบวก สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3โดยใช้กระบวนการสารนิทัศน์

    ที่ปรึกษางานวิจัย                นางฉันทนา          เปียทอง                 ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์ยศ        เปียทอง                 รองผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                    นายณรงค์             ลาภเกิน                 ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญงานวิจัย

    ชื่อผู้วิจัย                                นางไฉไล              ศรีมานพ

    ปีที่ทำการวิจัย                      ปีการศึกษา  2559

    บทคัดย่อ

                    การจัดการทำรายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนาพฤติกรรมทางบวก สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3โดยใช้ กระบวนการสารนิทัศน์  มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1)เพื่อศึกษาพฤติกรรมของเด็กในการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนในห้องเรียน 2)เพื่อศึกษาการพัฒนาวินัยเชิงบวกของเด็ก 3)เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมก่อนดำเนินการและหลังดำเนินการ 4) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้ปกครองกับการพัฒนาวินัยเชิงบวกด้วยกระบวนการสารนิทัศน์

    ผลการวิจัยพบว่า

    พฤติกรรมการเล่นกับเพื่อน

    1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก เพิ่มขึ้น...........31............คะแนน หรือร้อยละ.......100.........

     2) คะแนนพฤติกรรมทางบวก ลดลง...............-..........คะแนน หรือร้อยละ...............-........

    3) คะแนนพฤติกรรมทางลบ  เพิ่มขึ้น...............1........คะแนน หรือร้อยละ.......... 3.57.....

    4) คะแนนพฤติกรรมทางลบ  ลดลง.........28.............คะแนน หรือร้อยละ.............96.55.......

    พฤติกรรมการช่วยเหลือตนเอง

    1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (เก่ง ที่ทำได้)....29.........คะแนน หรือร้อยละ...93.55......

     2) คะแนนพฤติกรรมทางลบ  (ต้องช่วยเหลือ)...2........คะแนน หรือร้อยละ.....6.45.......

    พฤติกรรมการพูดการสื่อสาร

    1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (พูดเก่ง) .....26.......คะแนน หรือร้อยล...83.87..........

    2) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (พูดปกติ) .....14........คะแนน หรือร้อยละ..45.16.......

    3) คะแนนพฤติกรรมทางลบ (ไม่ค่อยพูด) ....4.....คะแนน หรือร้อยละ...12.90........

    พฤติกรรมความสนใจในการทำงาน

    1) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (สนใจมาก).....22.......คะแนน หรือร้อยละ..70.97.........

     2) คะแนนพฤติกรรมทางบวก (สนใจปกติ)......16.......คะแนน หรือร้อยละ...51.62.......

     3) คะแนนพฤติกรรมทางลบ   (สนใจน้อย).......4.......คะแนน หรือร้อยละ....12.90........

    พฤติกรรมทางบวก มาก มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

     1)เล่นและทำกิจกรรมร่วมเพื่อนได้

     2)เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นเสร็จแล้ว

     3) ให้อภัยเมื่อเพื่อนทำผิด

    พฤติกรรมทางลบ มาก มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

    1)เล่นแรง

    2)พูดตะโกนเสียงดัง

     3)ไม่เก็บการบ้านใส่กระเป๋า

    พฤติกรรที่พัฒนาดีขึ้น มาก มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

    1)เล่นและทำกิจกรรมร่วมเพื่อนได้

    2)เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นเสร็จแล้ว

    3)กิจวัตรประจำวัน

    พฤติกรรที่พัฒนาทางลบ มาก มากเป็นอันดับ 1-3 ได้แก่

     1)เล่นแรง

    2)พูดตะโกนเสียงดัง

    3)ไม่เก็บการบ้านใส่กระเป๋า

    ความพึงพอใจของผู้ปกครอง  ผู้ปกครองพึงพอใจระดับ มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 96.95

    รายงานการวิจัย  เรื่อง   การใช้นวัตกรรมแผนภูมิของเวนน์ (Venn Diagram) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และความมีเหตุผล สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1

    ผู้วิจัย                              นางสาวสุภัทรญา   งามดี

    ที่ปรึกษางานวิจัย           นางฉันทนา    เปียทอง            ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                      นายณรงค์ยศ   เปียทอง                  ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                      ดร.ณรงค์   ลาภเกิน                         ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ

    ปีที่ทำการวิจัย                  2559

    บทคัดย่อ

    การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และความมีเหตุผลของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/1  โรงเรียนปัณณวิชญ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนปัณณวิชญ์

    กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 1/1 จำนวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบย่อย 10 ครั้ง  แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน และนวัตกรรม ได้แก่ แผนภูมิของเวนน์ (Venn Diagram)  ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ย () ค่าร้อยละ(%) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกระบายสี  โดยการหาค่าที  t – test ( Dependent Sample )

    การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน (Pre–test) แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้ จากนั้นดำเนินการโดยใช้แบบฝึกทักษะ  ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 สัปดาห์ มีการทดสอบระหว่างฝึก แล้วนำผลมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย และสัปดาห์สุดท้ายจะมีการทดสอบหลังเรียน (Post–test) เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบกับคะแนนการทดสอบก่อนเรียน

                             ผลการวิจัยพบว่า

    1. คุณภาพของเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่การใช้แผนภูมิของเวนน์ (Venn Diagram) ปรากฏว่าค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ (E1) มีค่าเท่ากับ 80.06 ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E1 = 80) และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)  มีค่าเท่ากับ  99.00  ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E2 = 80)

    2. ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ( Pre-test ,Post-test) ปรากฏว่าผลการทดสอบหลังเรียนได้ค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน  โดยมีการพัฒนาขึ้นในระดับ ดี  โดยมีค่าเฉลี่ย () =  7.45  หรือร้อยละ  74.45

    3. ผลการพัฒนาระหว่างเรียน โดยมีผลจากการทดสอบจำนวน 10 ครั้ง ปรากฏว่า ผลการทดสอบมีการพัฒนาสูงขึ้น  และผลการทดสอบ 10 ครั้ง    มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ ดี   โดยมีค่าเฉลี่ย () = 8.06  หรือร้อยละ 80.06

                       4. ผลการหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย C.V. ปรากฏว่า ประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับ ดีเยี่ยม  โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย  เท่ากับ  5.87

            รายงานการวิจัย        การใช้สื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการนับและรู้ค่าจำนวน ของ

                                             นักเรียนชั้นเตรียมอนุบาลโรงเรียนปัณณวิชญ์

              ชื่อผู้วิจัย                      นางกานติมา        จันทร์ตน

             ที่ปรึกษางานวิจัย       นางฉันทนา          เปียทอง                ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                               นายณรงค์ยศ                   เปียทอง                รองผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                               ดร.ณรงค์          ลาภเกิน              ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ

            ปีที่ทำการวิจัย              2559

    บทคัดย่อ

                        การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1)  เพื่อเปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre – test , Post – test )   2)  เพื่อศึกษาผลการพัฒนาระหว่างการฝึกจำนวน 10 ครั้ง  3 ) เพื่อหาค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม ซึ่งกำหนดไว้ E1/E2 =80/80   4) เพื่อหาค่าประสิทธิการกระจาย ( C.V. / ประสิทธิภาพการสอน ) และ 5) เพื่อหาค่าทดสอบ t-test โดยใช้สื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการนับและรู้ค่าจำนวน ของ นักเรียนชั้นอนุบาลโรงเรียนปัณณวิชญ์ปรากฏว่าค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ (E1) มีค่าเท่ากับ86.20 ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E1 = 80)  และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) มีค่าเท่ากับ 89.00ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E2 = 80)   อาจเป็นเพราะว่าการสร้างเครื่องมือ ได้แก่  สื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการนับและรู้ค่าจำนวน ผู้วิจัยได้ศึกษาเนื้อหาโดยละเอียด  เพื่อให้เครื่องมือสอดคล้องกับเนื้อหา ก่อนฝึกและหลังฝึกของนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/3   โรงเรียนปัณณวิชญ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2   ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนปัณณวิชญ์กลุ่มตัวอย่างได้มาจากประชากรชั้นประถมศึกษาปีที่  6/3ทั้งชั้นรวม   34 คน  เป็นการสุ่มแบบเจาะจง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน  นวัตกรรมได้แก่การใช้สื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการนับและรู้ค่าจำนวน  ไปสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

      ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ  3 ท่าน  โดยกำหนดค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม  ( E1/E2 =80/80)  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย ()   ค่าร้อยละ (%)   ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)และค่าประสิทธิภารการกระจาย ( C.V.) และ t-test

                    การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน(Pre - test) แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้จากนั้นดำเนินการโดยใช้ สื่อการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการนับและรู้ค่าจำนวนฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 24 สัปดาห์ มีการทดสอบระหว่างฝึก  2  สัปดาห์ / ครั้ง   แล้วนำผลการสอบมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย  สัปดาห์สุดท้ายจัดให้มีการทดสอบหลังเรียน  (Post – test)  เพื่อนำไปเปรียบเทียบความก้าวหน้ากับผลการสอบก่อนเรียน

    ผลการวิจัยพบว่า

                    1.1 คุณภาพของเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม E1/E2  ได้แก่ แบบฝึกเสริมทักษะการใช้สื่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะการนับละรู้ค่าจำนวน ปรากฏว่าค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ (E1) มีค่าเท่ากับ  86.20   ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E1 = 80)  และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) มีค่าเท่ากับ 89.00  ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ  (E2= 80)

                    1.2   ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ( Pre-test และ Post-test)  ปรากฏว่าผลการสอบหลังเรียนได้ค่าเฉลี่ย  (= 8.90 )  สูงกว่าก่อนเรียน (= 4.80 )  โดยมีการพัฒนาขึ้นในระดับ  ดีมาก

                    1.3   ผลการพัฒนาระหว่างเรียน  โดยมีผลจากการทดสอบจำนวน 10 ครั้ง  ปรากฏว่า ผลการทดสอบมีการพัฒนาสูงขึ้นตามลำดับและผลการทดสอบ 10  ครั้งมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ  ดีมาก(= 8.62) 

                    1.4   ผลการหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย   C.V.  ปรากฏว่า ประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับ ดี  โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย เท่ากับ  11.48

                 1.5  ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยสถิติ t-testพบว่าการสอบหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

    รายงานการวิจัย  เรื่อง   การใช้ชุดฝึกทักษะการจำตัวเลขและการรู้ค่าของตัวเลข 1-10

     ของนักเรียนชั้นอนุบาล  3  โรงเรียนปัณณวิชญ์

    ผู้วิจัย                               นางวรกานต์   เปียทอง

    ที่ปรึกษางานวิจัย            นางฉันทนา    เปียทอง    ผู้อำนวยการโรงเรียนปัณณวิชญ์

                                                                                             กศม.บริหารการศึกษา   กำลังศึกษา กศด. Phd. Ed

                                                ดร.ณรงค์   ลาภเกิน        ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญ   กศม.บริหารการศึกษา

                                                                                             ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ American Coast Line USA

                                                นายณรงค์ยศ  เปียทอง   ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนปัณณวิชญ์

    ปีที่ทำการวิจัย                  2559

    บทคัดย่อ

    การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และความมีเหตุผลของนักเรียนชั้นอนุบาล 3/2  โรงเรียนปัณณวิชญ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 ตามนโยบายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนปัณณวิชญ์

    กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 3/2 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบย่อย 10 ครั้ง  แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน และนวัตกรรม ได้แก่ ชุดฝึกทักษะการจำตัวเลขและการรู้ค่าของตัวเลข 1-10  ซึ่งเครื่องมือและนวัตกรรมดังกล่าวผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน  โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้   1.  เพื่อสร้างนวัตกรรมนำไปพัฒนาผู้เรียนในเรื่องทักษะทางคณิตศาสตร์   2.  เพื่อเปรียบเทียบผลการสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (Pre-test,Post-test)   3.  เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดฝึกทักษะการจำตัวเลขและการรู้ค่าของตัวเลข 1-10 จำนวน 10 ครั้ง    4.  เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการจำตัวเลขและการรู้ค่าของตัวเลข 1-10  ซึ่งกำหนดไว้  E1/E2เท่ากับ  80/80     5.  เพื่อหาค่าสัมประสิทธิการกระจาย (C.V./ประสิทธิภาพการสอน)            6.  เพื่อเปรียบเทียบผลการสอบด้วย t-test

    การดำเนินการเริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน (Pre–test) แล้วบันทึกค่าคะแนนไว้ จากนั้นดำเนินการโดยใช้ชุดการสอน  ฝึกต่อเนื่องกันเป็นเวลา 10 สัปดาห์ มีการทดสอบระหว่างฝึก แล้วนำผลมาเปรียบเทียบหาค่าเฉลี่ย และสัปดาห์สุดท้ายจะมีการทดสอบหลังเรียน (Post–test) เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบกับคะแนนการทดสอบก่อนเรียน

                             ผลการวิจัยพบว่า

    1. คุณภาพของเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่ชุดฝึกทักษะการจำตัวเลขและการรู้ค่าของตัวเลข ปรากฏว่าค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรมด้านกระบวนการ (E1) มีค่าเท่ากับ 95.36  ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E1 =80) และค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) มีค่าเท่ากับ 80.15 ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้คือ (E2 = 80)

    2. ผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ( Pre-test ,Post-test) ปรากฏว่าผลการทดสอบหลังเรียนได้ค่าเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียน  โดยมีการพัฒนาขึ้นในระดับ ดี  โดยมีค่าเฉลี่ย () =  8.02  หรือร้อยละ  80.15

    3. ผลการพัฒนาระหว่างเรียน โดยมีผลจากการทดสอบจำนวน 10 ครั้ง ปรากฏว่า ผลการทดสอบมีการพัฒนาสูงขึ้น  และผลการทดสอบ 10 ครั้ง    มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ ดี   โดยมีค่าเฉลี่ย () = 9.54  หรือร้อยละ 95.36

                       4. ผลการหาค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย C.V. ปรากฏว่า ประสิทธิภาพการสอนอยู่ในระดับ ดี   โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย  เท่ากับ  11.31

                       5.  ผลการเปรียบเทียบการสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย สถิติ t-testพบว่า การสอบหลังเรียนสูงกว่าการสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ .05

  • เปิดรับสมัครนักเรียนปีการศึกษา 2561

    alt

     

     

  • นักเรียนรางวัลพระราชทาน ปี2559

    ขอแสดงความยินดีกับ  นางสาววริศรา   สุขสมกิจ

     

    เข้ารับรางวัล  นักเรียนรางวัลพระราชทาน  ประจำปีการศึกษา 2559

     

    จาก  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

     

    altalt

     

     

กิจกรรม

ประมวลกิจกรรมของโรงเรียน

หนังสือราชการ สพฐ.